ช่วงนี้พริมได้ครุ่นคิดถึงวิธีรับมือกับความโกรธ ความกลัว ความรู้สึกไม่ปลอดภัย ก็เลยได้ค้นพบบางอย่าง
เหตุสืบเนื่องจากมีคนมาคอมเมนต์เชิงลบในคลิปยูทูปของพริม ที่เล่าไปในบทความนี้ค่ะ (https://www.primmalikul.com/cope-with-negatvitiy-with-self-love/)
พริมก็เลยนั่งโน้ตความคิดตัวเอง และเรียนรู้ว่า
เวลาเราถูกกระทบโดยเหตุการณ์ภายนอก มันเป็นสัญญาณเตือนให้เรากลับเข้ามาดูใจตัวเอง
เรารู้สึกไม่ปลอดภัยเพราะอะไร ความรู้สึกไหน ความทรงจำไหนผุดขึ้นมาตอนเราโดนกระทบ
ในบทความข้างต้น พริมเล่าว่า พระพุทธเจ้าไม่ถือสาโกรธชายที่มาถ่มน้ำลายใส่
เพราะท่านบอกว่า "ผู้ที่ชายผู้นั้นถ่มน้ำลายใส่ไม่ได้ยืนอยู่ตรงนี้"
ชายผู้นั่นกำลังถ่มน้ำลายใส่ "คนในจินตนาการ" ที่เขานึกว่าเป็นพระพุทธเจ้า
และพระพุทธเจ้าก็แปรเปลี่ยนอารมณ์ด้านลบเป็นการมองอย่างลึกซึ้ง
คือมองเห็น "ความเห็นผิด" ของชายผู้นั้น
.
ตรงนี้เองที่พริมนึกถึงเรื่องเล่าเกี่ยวกับพระเยซู
พระเยซูสอนว่า ให้รักเพื่อนบ้าน
และถ้ามีคนมาตบแก้มขวาของเรา ให้เรายื่นแก้มซ้ายให้เขาตบด้วย
ฟังคำสอนนี้แล้วพริมนึกถึงคำพูดหนึ่ง คือ
"It's not our souls that hurt, but our ego"
จิตวิญญาณที่แท้จริงของเราไม่อาจเจ็บปวด แต่เป็นอีโก้เราต่างหากที่เจ็บปวด
พระเยซูอาจกำลังสอนให้เราละอีโก้
ปล่อยวางความเป็นตัวเป็นตนลง
หรือถ้าในทางพุทธ ก็คือปล่อยวางอัตตา และเห็นความเป็นอนัตตา (ไม่เป็นตัวตน) ในทุกสิ่ง
มันอาจมีเหตุปัจจัยบางอย่างที่ทำให้คนคนนั้นตบหน้าเรา
ถ้าเราสามารถมองได้ว่า "เขากำลังเห็นผิด" และ "คนที่เขาตบไม่ใช่ตัวเราที่แท้จริง"
ทำนองเดียวกับการโดนคำว่าร้าย คำพูดเชิงลบ ที่เกิดจากคนพูดไม่ได้เห็นตัวเราที่เป็นตัวเราจริงๆ
เราก็จะยื่นแก้มซ้ายให้เขาได้โดยที่ไม่รู้สึกโกรธเกลียด (แต่ในชีวิตจริง พริมคิดว่าเป็นเพียงการเปรียบเปรยเท่านั้น พริมจะพูดถึงการใช้คำสอนเชิง Practical ต่อไปค่ะ)
.
พริมเชื่อว่า หลายๆ ศาสนามีความเชื่อตรงกันอย่างหนึ่ง คือ
จิตเดิมแท้ของมนุษย์ เป็นจิตที่มีสภาวะกลางๆ สว่าง สะอาด สงบ
และจริงๆ มนุษย์มีธรรมชาติที่เกิดมาดี สมบูรณ์พร้อม
แต่เพราะ "ความไม่รู้ (อวิชชา)" ทำให้เรายึดสิ่งต่างๆ เป็นตัวตน ฉกฉวยผลประโยชน์จากสิ่งรอบตัว
และคำว่า "ความชั่วร้าย" ก็เกิดขึ้นนับจากนั้น
แต่ไม่ว่าจะมีความชั่วร้ายขึ้นยังไง
เรายังสามารถใช้สภาวะดั้งเดิมของจิต "แปรเปลี่ยนมัน"
เราสามารถ "แปรเปลี่ยนความทุกข์ ความกลัว ความโกรธ ความรู้สึกไม่ปลอดภัย"
ด้วยจิตของเราตั้งแต่ตอนนี้เลย
.
ว่ากันว่า คนคนหนึ่งเปลี่ยน โลกก็เปลี่ยนตามไปด้วย
เพราะเราแต่ละคนคือจักรวาลย่อมๆ ของตัวเอง
ถ้าวันนี้เราแปลเปลี่ยนบาดแผลให้กลายเป็นทุ่งดอกไม้
โลกรอบตัวเราก็จะเปลี่ยนตาม
สำหรับพระเยซู การยื่นแก้มอีกข้างให้คนที่ตบหน้าเรา
อาจเป็นการแปรเปลี่ยนความโกรธเกลียด เป็นความเข้าใจ
ซึ่งเราที่เป็นปุถุชนสามารถทำได้เช่นกัน
แต่มันอาจจะต้องปรับให้เข้ากับบริบทของแต่ละคน
.
สำหรับพริม ถ้าโดนใครสักคนตบหน้า
พริมคงจะรีบป้องกันตัวก่อน
จากนั้นก็โต้ตอบไป
พอเหตุการณ์สงบลง ค่อยมานั่งทบทวน
ว่าเหตุปัจจัยอะไรทำให้เกิดเหตุการณ์นี้
นั่นรวมถึง การอนุญาตให้ตัวเองโกรธ ให้ตัวเองกลัว และรู้สึกไม่พอใจด้วยเช่นกันค่ะ
การปล่อยให้ตัวเองมีอารมณ์ด้านลบมันจะเป็นการแปรเปลี่ยนบาดแผลเป็นทุ่งดอกไม้ได้ยังไง?
.
ตามธรรมชาติแล้ว เวลาเรามีความรู้สึกอะไร
ถ้าเรารู้สึกถึงมันอย่างเต็มที่ ด้วยความรู้ตัวหรือสติ
ความรู้สึกเหล่านั้นจะค่อยๆ ทยอยถูกปลดปล่อยออกไป และมีพื้นที่ว่างให้ความเข้าใจ ปัญญาเข้ามาเติม
ในแง่นี้ พริมหมายถึง "ให้รู้สึก" แต่ไม่ใช่ "กระทำไปตามความรู้สึกนั้น" เช่น ไปต่อว่า ทำร้ายคนอื่น
ภาพที่ออกมาอาจจะเห็นพริมนั่งนิ่งๆ หรือร้องไห้ หรือเขียนบันทึกในสมุดไดอารี
พอพริมอนุญาตให้ตัวเองรู้สึก พริมจะเริ่มเกิดภูมิปัญญา
ว่าเหตุการณ์นี้มาเพื่อสอนอะไร
และเราจะทำยังไงต่อให้เราไม่โดนทำร้าย
หรือถ้าคนที่มาทำร้ายเราเป็นคนที่เราต้องอยู่ด้วยตลอด เราจะทำให้ยังไงให้เขา "เลิกเห็นผิด" ต่อเรา และมี "ความเข้าใจอันถูกต้อง" ต่อเรา
อันท้ายสุดนี้ วิธีทางการทูตช่วยได้ค่ะ
.
ทีนี้ พอเราได้ภูมิปัญญา ก็เท่ากับว่าเราเริ่มแปลเปลี่ยนเหตุการณ์ร้ายๆ ให้กลายเป็นความรู้ ความเข้าใจ
และเราจะได้รู้จักตัวเองในมิติที่ลึกขึ้นไปอีก
รวมทั้งได้ทำงานกับปมปัญหาในอดีต ที่ทำให้เรารับมือกับปัจจุบันและอนาคตได้ดีขึ้น
ได้รู้ Boundary หรือขอบเขตของตัวเองมากกว่าเดิม ขอบเขตที่เราจะไม่ยอมให้คนอื่นมาล้ำเส้น
ทั้งหมดนี้คือการแปรเปลี่ยน
และการพาตัวเองไปสู่ความเข้าใจนี้ พริมตีความว่า คือการยื่นแก้มซ้ายให้คนที่ตบหน้าเรานั่นเองค่ะ
.
ดังที่หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ พูดไว้ว่า
ทั้งความสุขความทุกข์ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
ดังนั้น เราต้องเรียกมันด้วยนามอันแท้จริง
ไม่ว่าจะสุข ทุกข์ โกรธ เศร้า ดีใจ ปิติ
ล้วนเป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้ชีวิตเป็นชีวิต
ดังนั้นพริมจะจบบทความนี้ด้วยเนื้อเพลงของหมู่บ้านพลัม
คือ Please Call Me by My True Names (โปรดเรียกขานฉันด้วยนามอันแท้จริง)
My joy is like spring, so warm,
It makes flowers bloom all over the Earth.
My pain is like a river of tears,
So vast it fills the four oceans.
Please call me by my true names
So I can hear all my cries and laughter at once,
So I can see that my joy and pain are one.
Please call me by my true names
So that I can wake up,
And the door of my heart can be left open.
(The door of compassion)